กว่าจะถึงเป้าหมาย…

พระมหาพรภวิทย์ จิรวิชฺโช ป.ธ.9 (นาคหลวง)

ครูสอนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีประโยค ป.ธ.4
สานักเรียนวัดอาวุธวิกสิตาราม

 

เมื่อฟองไข่ถูกกะเทาะออก ลูกเต่าทะเลหลายสิบตัวยังไม่รู้ว่าทะเลอยู่ทางทิศใด และตนต้องไปสู่ทิศทางใด แต่โดยสัญชาตญาณได้อาศัยแสงเรื่อๆ ของดวงอาทิตย์ที่ขอบฟ้าทางทิศตะวันออกเป็นตัวบอกทิศทาง และอาศัยแรงกระทบที่เกิดจากคลื่นซัดชายฝั่ง จึงรู้ว่าทะเลอยู่ทางทิศไหน แล้วพากันมุ่งหน้าไปสู่แหล่งที่อยู่อาศัยใหม่ คือ “ทะเล”

แต่ก็มีสิ่งที่ทำให้ลูกเต่าจำนวนหนึ่งต้องหันเหทิศทางเดินไปผิดอยู่เช่นกันโดยจะพบว่า มีแม่เต่าได้ไปวางไข่ใกล้เขตชุมชนซึ่งตั้ง อยู่ริมชายฝั่งทะเล เมื่อลูกเต่าออกจากฟองไข่ แล้วขึ้นจากพื้นทรายที่อยู่หน้าเขตชุมชน แสงไฟฟ้าจากบ้านเรือนจะทำให้ลูกเต่าหลงทิศได้ง่าย ทำให้ลูกเต่าเดินผิดทาง และอาจพบเจอกับโชคร้ายเสียก็ได้

ดังนั้น ลูกเต่าทะเลจึงประสบปัญหามาก อีกทั้งกว่าที่จะลงทะเลลึกได้ก็ต้องว่ายน้ำไปในทิศทางสวนกระแสคลื่นทะเล เมื่อออกห่างชายฝั่ง แรงปะทะของคลื่นทะเลลดน้อยลง ลูกเต่าจึงเริ่มใช้สัญชาตญาณในการนำทางและใช้ชีวิตจนเติบโตในท้องทะเลต่อไปได้ ฉันใด ชีวิตมนุษย์ผู้เกิดมาโดยที่ยังไม่รู้อะไร ก็ฉันนั้น

อาศัยการพร่ำสอนของมารดาบิดาครูอาจารย์ผู้มีอุปการคุณหนุนนำชีวิตให้ข้ามพ้นห้วงแห่งวัย ซึ่งมักจะถูกยั่วยวนด้วยความสงสัยอยากจะทดลองสิ่งใหม่ ๆ จึงใช้ชีวิตไปตามกระแสแห่งโลกโลกว่าอย่างไร ใจก็ผันไปตามอย่างนั้น เช่นนี้แล้วๆ เล่าๆ จึงยากนักที่จะมีผู้ก้าวเข้าสู่เส้นทางอันเต็มไปด้วยเป้าหมาย อันจะเป็นคุณประโยชน์อย่างยิ่งแก่ตนและเพื่อนมนุษย์

แต่ว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้มักจะถูกดูหมิ่นด้วยการไม่ลงมือทำเป็นเบื้องต้น หรือมีเหตุชักนำให้ละเลยไปต่างๆ ทำให้มักหลงใหลไปกับกิเลสเครื่องยั่วยวนเหล่านั้น จึงล้มเลิกกลางคันเสียก็มี ปล่อยให้ชีวิตทำแต่เรื่องไร้ประโยชน์ไร้คุณค่าเสียก็มี ไม่มีผู้คอยชักนำไปบนหนทางที่ดี ไม่มีกัลยาณมิตรที่คอยชี้นำาตักเตือน ดังนั้น ผู้ที่ลงมือทำบางสิ่งเพื่อเป้าหมายที่ตนตั้งใจไว้แล้วจะประสบความสำเร็จ จึงมีจำนวนไม่มากมายอะไรนัก

แม้ในอดีตกาลก็เกิดเรื่องทำนองนี้เหมือนกัน

เรื่องมีอยู่ว่า พระราชโอรสของพระเจ้าพรหมทัตผู้ครองราชย์ ณ กรุงพาราณสี พร้อมด้วยราชบุรุษ 5 นาย เสด็จจะไปครองเมืองตักกสิลา หนทางที่ต้องดำเนินเป็นทางกันดารไกล 120 โยชน์ และมีนางยักษิณีพากันเนรมิตบ้านและศาลาพักไว้ในระหว่างทาง ในขณะเดินทาง
ราชบุรุษนายหนึ่งถูกนางยักษิณีจำแลงกายยั่วยวนด้วยรูปที่งดงาม จึงได้รั้งท้าย คณะพระราชโอรสทรงพาอีก 4 คนเดินทางต่อไป คนที่ชอบดูรูปได้ไปสำนักของพวกมัน พวกมันก็ทำให้เขาสิ้นชีวิตในที่นั้นเอง แล้วไปดักข้างหน้า เนรมิตศาลาหลังอื่นไว้ นั่งถือดนตรีต่างๆ ขับร้องอยู่ คนที่ชอบเสียงก็ชักล้า พวกมันก็พากันกินคนนั้นเสีย แล้วพากันไปดักข้างหน้า จัดโภชนะดุจของทิพย์ มีรสเลิศนานาชนิดไว้เต็มภาชนะ

ถึงตรงนั้น คนที่ชอบรสก็ชักล้าลง พวกมันพากันกินคนนั้นเสีย แล้วไปดักข้างหน้า ตกแต่งที่นอนดุจที่นอนทิพย์ ถึงตรงนั้นคนที่ชอบโผฏฐัพพะ ก็ชักล้าลง พวกมันก็พากันกินเขาเสียอีก

มีเพียงพระราชกุมารที่ทรงรอดพ้นจากนางยักษิณีผู้มาประโลมล่อในระหว่างทาง และไปถึงเมืองตักกสิลาได้รับการอภิเษกครองราชย์สมบัติเป็นพระเจ้ากรุงตักกสิลาโดยเกษมสวัสดีนั่นก็เพราะพระองค์ได้พระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร ทรงตั้งมั่นไม่ละเลยโอวาทของท่าน

เรื่องนี้ เปรียบได้กับความเป็นไปในชีวิตของบุคคลผู้รู้จักรักษาตนรอดตลอดมาแต่วัยเยาว์ จนได้ประสบความสำเร็จบรรลุเป้าหมายในชีวิตของตนพระราชโอรสของพระเจ้ากรุงพาราณสีผู้เสด็จจะไปครองเมืองตักกสิลาเปรียบเหมือนกุลบุตรกุลสตรีผู้ยังอยู่ในวัยเยาว์ซึ่งกำลังดำเนินบนหนทางชีวิตเพื่อต้องการจะประสบความสำเร็จในภายภาคหน้า

“เป้าหมายที่ตั้งไว้มักจะถูกดูหมิ่นด้วยการไม่ลงมือทำเป็นเบื้องต้น หรือมีเหตุชักนำให้ละเลยไปต่างๆ ทำให้มักหลงใหลไปกับกิเลสเครื่องยั่วยวนเหล่านั้น จึงล้มเลิกกลางคันเสียก็มี”

ระยะทางระหว่างนครทั้ง 2 อันไกลกันดาร เปรียบเหมือนระยะเบื้องต้นและที่สุดในเส้นทางความสำเร็จของผู้ที่กำลังดำเนินบนหนทางนั้น ยังห่างจากกันมาก ทั้งมีความลาบากขัดข้องที่จะต้องพบและผ่านไปเป็นชั้นๆ

นางยักษิณีในระหว่างทาง ที่คอยประโลมล่อให้หลงใหลแล้วตกไปสู่อำนาจให้ไม่สามารถไปถึงเมืองตักกสิลาได้นั้น เปรียบเหมือนเบญจพิธกามคุณ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่ยั่วยวนใจให้กำหนัดมัวเมา คอยจะชักนำทำให้เสียคน ซึ่งกุลบุตรกุลสตรีจะพึงพบในระยะแห่งวัย

เหล่าราชบุรุษผู้หลงใหลและตกอยู่ในอำนาจนางยักษิณีนั้น เปรียบเหมือนกุลบุตรกุลสตรีบางพวกผู้กำหนัดมัวเมา และบำเรอด้วยรูปโฉม ขับประโคม เครื่องหอมสำหรับชโลมทา ของกิน ของดื่ม และผ้าผ่อน เบาะฟูกที่หลับนอนและสิ่งอื่นอันจะเกื้อกูลแก่สัมผัส เป็นที่ยั่วยวนใจ สิ่งเหล่านั้น หากไปหลงยึดว่าสำคัญ ก็จะกลับกลายเป็นอบายมุข คือเป็นเหตุแห่งความพินาศ ทำให้ไม่สามารถจะประสบความสำเร็จบรรลุเป้าหมายในชีวิตได้ ทำให้ล้มเลิกกลางคันเสียก็มี

“ควรตั้งมั่นอยู่ในคาสอนของมารดาบิดาหรือครูอาจารย์อันเป็นประโยชน์โดยการยึดถือไว้เป็นเครื่องเตือนใจตนเพื่อดารงชีวิตในโลกนี้ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุดสืบไป”

พระราชกุมารผู้ไม่หลงใหลแล้ว และรอดจากอำนาจของนางยักษิณีไปถึงเมืองตักกสิลาโดยสวัสดิภาพ และได้ครองนครนั้น เปรียบเหมือนกุลบุตรกุลสตรี ผู้มีสติสัมปชัญญะ ไม่ลุ่มหลงในเบญจพิธกามคุณนั้น รู้จักป้องกันตนให้รอดตลอดมาประสบความสำเร็จบรรลุเป้าหมายในชีวิตของตนได้

พระราชกุมารได้บรรลุผลที่ไพบูลย์เช่นนี้ ก็เพราะทรงตั้งมั่นในโอวาทของพระปัจเจกพุทธเจ้า เปรียบเหมือนกุลบุตรกุลสตรีได้รับโอวาทของปราชญ์แล้วประพฤติตาม ได้บรรลุความดีความงามนั้นๆ ตามความสามารถของตน

เพราะฉะนั้น จึงควรยกพระราชกุมารราชโอรสของพระเจ้ากรุงพาราณสีที่นำมาเล่าเปรียบเปรยไว้ในที่นี้ ให้เป็นแบบอย่างในการควบคุมจิตใจของเราทั้งหลายที่เต็มเปี่ยมด้วยเป้าหมายและความหวังให้ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวไปตามกระแสกิเลสที่ยั่วยวนนำพาจิตให้หลงใหลอันจะทาให้ชีวิตดำเนินไปสู่ทิศทางที่ไม่ถูกต้อง ควรตั้งมั่นอยู่ในคำสอนของมารดาบิดาหรือครูอาจารย์อันเป็นประโยชน์โดยการยึดถือไว้เป็นเครื่องเตือนใจตนเพื่อดารงชีวิตในโลกนี้ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุดสืบไป